ข่าวสารความรู้

Nature

รู้มั้ย! เคลือบแก้วตัวรถนั้นดีอย่างไร เคลือบแล้ว ดีไหม? ทำไมถึงควรทำ

เคลือบแก้ว (Glass Coating) เรามาทำความรู้จักกับคำนี้กันก่อนครับ โดยเฉพาะคนที่ออกรถมาใหม่ แน่นอนคุณจะต้องศึกษา และค้นหาข้อมูลการ เคลือบแก้ว มาว่าคุณจะนำรถไปเคลือบมันดีไหม? ส่วนรถใครที่มีอายุการใช้งานแล้วอยากจะเคลือบแก้วบ้าง จะทำได้ไหม?


น้ำยา เคลือบแก้ว (Glass Coating) จะมีระดับความหนาของชั้นเคลือบที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ระดับ 1-9 H ส่วนมากการเคลือบแก้วก็พัฒนามาจากสาร Silica ครับ ระยะเวลาความคงทนก็ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นเคลือบแก้ว และก็สูตรน้ำยาของแต่ละยี่ห้อนั้นและครับ อีกอย่างก็คือราคาก็จะแตกต่างกันไปแต่ละระดับของความหนานะครับ บางครั้งร้านที่คุณไปใช้บริการเครมว่าของเขาหนาถึงระดับ 9H เวลาเคลือบเสร็จคุณก็ให้ร้านใช้เครื่องมือวัดความหนาของชั้นผิวสีรถให้ดูทั้งก่อนทำและหลังทำได้เลยครับ


มาดูประโยชน์ และข้อดีของการ เคลือบแก้ว กันบ้าง


dookdik แน่นอนทำให้รถคุณเงางามอยู่ตลอดเวลา จะว่าใสเหมือนกระจกเลยก็ดูจะเวอร์ไม่ถึงขนาดนั้นครับ บางครั้งความหนาของชั้นเคลือบแก้วก็ทำให้การตกกระทบของแสงน้อยไปหรือเพี้ยนไปทำให้รถดูไม่ค่อยเงาเหมือนตอนที่ลงเคลือบใหม่ๆ


dookdik ปกป้องสีรถคุณจากแสงแดดได้ดี เพราะชั้นของการเคลือบหนาขนาดนั้นครับ แดดย่อมเลียผิวสีของรถคุณไม่ถึงอยู่แล้ว รถคุณก็จะยืดระยะเวลาของการเสื่อมสภาพของสีรถไปอีก สีก็จะไม่ค่อยหมองเร็วนั้นแหละครับ


dookdik เช็ดฝุ่น เช็ดคราบสกปรก คราบไคลน้ำ ออกง่าย ถ้าเคลือบแก้วแล้วคราบต่างๆพวกนี้จะไม่เข้าไปฝังแน่นในชั้นของแล็คเกอร์รถ ทำให้หลุดออกง่ายเวลาทำความสะอาด แต่ไม่ใช่เห็นว่ารถตัวเองเคลือบแก้วมาแล้วปล่อยไว้ก่อนแล้วค่อยล้างทำความสะอาด ไม่ใช่นะครับ คราบสามารถฝังเข้าไปได้เหมือนกัน แต่มันใช้เวลาและยากหน่อยเท่านั้นเอง เพราะน้ำยาเคลือบแก้วไม่ได้แข็งเหมือนแก้วเหมือนกระจกนะครับ เขาพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นของน้ำยาเคลือบด้วย ไม่อย่างนั้นเคลือบไปบนรถก็แตกครับ


dookdik ป้องกันการเกิดรอยขนแมว รอยขีดข่วน ได้มากกว่าปกติ บางคนเข้าใจผิดว่าไปเคลือบมาแล้ว รถต้องไม่เป็นรอยเวลาโดนเฉี่ยว โดนสะเก็ดหิน หรือกิ่งไม้เกี่ยว มีโอกาสเป็นรอยได้ครับ แต่ยากกว่าปกติมากหน่อยเท่านั้นเองครับ ทางผู้ให้บริการถึงต้องมีเซอร์วิส 2 เดือน 6 เดือน แล้วแต่ให้เข้าไปเช็คสภาพทีนึงไงครับ


ทีนี้มาดูคำถามยอดฮิตเลยสำหรับการเคลือบแก้วบ้าง


คำถาม:: เคลือบแก้ว ราคาแพงไหม?

คำตอบ:: แพงกว่าเคลือบปกติครับ ราคาก็ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นเคลือบด้วย


คำถาม:: เคลือบแก้ว อยู่ได้นานไหม?

คำตอบ:: ความนานขึ้นอยู่กับการพัฒนาของน้ำยาเคลือบแก้วยี่ห้อนั้นๆครับ ลองศึกษาดูครับศูนย์บริการในบ้านเราเยอะ ถูกใจร้านไหนลองเข้าไปถามข้อมูลของตัวน้ำยาเคลือบแก้วเลยครับ


คำถาม:: เคลือบแก้ว มาแล้วต้องใช้น้ำเปล่าล้างอย่างเดียวหรอ?

คำตอบ:: ถ้าร้านไหนเคลือบแก้วให้คุณ แล้วบอกให้คุณใช้น้ำเปล่าล้างอย่างเดียวก็อย่าเคลือบเลยครับลำบากเกิน เสียเงินแล้วต้องดูแลง่ายๆครับ ถ้าเกิดคราบฝังแน่นหน่อยโดยที่น้ำเปล่าเอาไม่ออกคุณจะทำยังไงละครับ ก็ต้องเสียเวลาไปให้ร้านนั้นๆเอาออกหรอครับ สามารถใช้แชมพูล้างรถล้างได้ครับ ถ้าไม่มั้นใจก็ใช้ยี่ห้อดีๆพวกนี้จะไม่กัดสีรถครับ


คำถาม:: เคลือบแก้ว มาแล้วสามารถลงแว็กซ์เคลือบสีรถอีกได้ไหม?

คำตอบ:: ได้ครับ แต่ต้องดูว่าแว็กซ์เคลือบสีรถนั้นต้องไม่มีผงขัดนะครับ ไม่อย่างนั้นที่เคลือบแก้วมาหลุดออกแน่นอนครับ ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ต้องลงแว็กซ์เคลือบสีรถครับ ให้รอระยะเวลาเซอร์วิสจากทางร้านเอา


คำถาม:: จะดูยังไงว่าร้านที่บริการ เคลือบแก้ว นั้นดีจริง?

คำตอบ:: เข้าไปคุยขอรายละเอียดกับร้านที่คุณสนใจเลยครับ คุยขั้นตอนก่อนการเคลือบแก้ว ว่าทางร้านมีขั้นตอนการเตรียมผิวรถยังไงบ้าง อันนี้สำคัญนะครับ ถ้าเตรียมผิวไม่ดี สถานที่ไม่พร้อม อย่าไปเสี่ยงเคลือบครับ ไม่ดีกับรถคุณแน่นอน



คำถาม:: เคลือบแก้ว กับ แว็กซ์เคลือบสีรถ เคลือบอะไรดีกว่ากัน?

คำตอบ:: ใครมีกำลังทรัพย์หน่อยเคลือบไว้ไม่เสียหายแต่ก็ให้เลือกเคลือบแก้วเกรดดีๆหนาๆหน่อยครับ จะได้ดูแลรักษาง่าย และจะได้คงทน ส่วนใครที่ชอบดูแลรักษารถเป็นประจำ เช็ดนู้น ขัดนี่ ชอบน้ำยาเคลือบสีรถ ตัวนั้น ตัวนี้ แน่นอนถ้าหมั่นดูแล ที่สำคัญเลือกน้ำยาเคลือบสีรถที่มีคุณภาพ เน้นที่มีคุณภาพนะครับ รถคุณจะเงาเหมือนเคลือบแก้ว หรืออาจจะเงากว่าแน่นอน หรือใครจะทำทั้งสองอย่างคู่กันไปก็ไม่ว่ากันนะครับ


คำถาม:: รถเก่าทำ เคลือบแก้ว ได้ไหม?

คำตอบ:: ทำได้ครับ ทางร้านที่ให้บริการเคลือบแก้วพวกนี้จะมีวิธีปรับสภาพผิวสีรถของคุณก่อน รวมถึงรอยขีดข่วน รอยขนแมวก็จะขัดออกก่อนครับ ส่วนรอยไหนที่ลึกเกินก็ต้องทำใจครับ


เป็นยังไงกันบ้างครับอ่านกันมายาวเลย กับบทความเกี่ยวกับ เคลือบแก้วตัวรถนั้นดีอย่างไร เคลือบแล้ว ดีไหม? ทำไมถึงควรทำ บทสรุปก็คือแล้วแต่ความชอบ แล้วแต่กำลังทรัพย์ และความขยันในการดูแลรักษารถครับ จะเคลือบอะไรก็ดีหมด ดีกว่าไม่ได้เคลือบป้องกันไว้เลยครับ หาข้อสรุปให้ตัวเองและศึกษาข้อมูลดีๆก็คงเจอคำตอบให้ตัวคุณเองแล้วว่าจะเคลือบสีรถแบบไหน บางทีคุณอาจจะรู้อยู่แล้วก็เป็นได้ครับ





  • เปลี่ยนไซส์ ล้อเล็ก-ล้อใหญ่ มีผลต่อรถมากแค่ไหน

    ไขข้อข้องใจ ล้อแม็กซ์เล็กหรือใหญ่ มีผลต่อการขับขี่มากน้อยแค่ไหน อันไหนประหยัดกว่า แบบไหนแรงกว่า มาดูกัน
    ×

    เปลี่ยนไซส์ ล้อเล็ก-ล้อใหญ่ มีผลต่อรถมากแค่ไหน

     ล้อรถยนต์เป็นส่วนสำคัญของรถทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับพื้นถนนรองจากยาง ทั้งยังทำหน้าที่หมุนส่งให้รถยนต์เคลื่อนไปตามต้องการ ซึ่งหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าล้อรถยนต์ที่ติดมาในรถยนต์มีแนวโน้มขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เรื่อย ๆ แถมบรรดารถสปอร์ตทั้งหลายเองก็ชอบใช้ล้อแม็กซ์ขนาดใหญ่ ๆ กัน ทำให้หลายคนสงสัยว่า ขนาดของล้อนั้นแท้จริงแล้วมีผลกับรถยนต์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราก็ได้หาคำตอบให้ได้ทราบกันแล้ว โดยแยกเป็นทีละด้านให้เห็นกันไปเลยครับ


    เปลี่ยนไซล์ล้อรถยนต์

              ด้านความเร็ว

              หลาย ๆ คนอาจเห็นว่ารถสปอร์ตทั้งหลายนิยมใส่ล้อขนาดใหญ่ คงคิดว่ามีผลต่อเรื่องความเร็วเป็นแน่ โดยคิดว่าล้อขนาดใหญ่จะช่วยรถยนต์เร็วกว่าเดิม ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่มีผลกับความเร็วของรถนั้นไม่ใช่ขนาดของล้อ แต่เป็นน้ำหนักต่างหาก โดยเมื่อเทียบวัสดุเดียวกันแล้ว ล้อรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่มักจะมีน้ำหนักมากกว่าล้อขนาดเล็ก ทำให้รถยนต์ที่สวมล้อขนาดเล็กทำความเร็วได้ดีกว่าพอสมควรทีเดีย ว


              การประหยัดน้ำมัน

              หากเทียบโดยนำรถรุ่นเดียวกันมาเปลี่ยนสวมล้อขนาดต่าง ๆ กันนั้น ก็เห็นได้ชัดว่า ล้อขนาดเล็กช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าล้อขนาดใหญ่ เนื่องจากน้ำหนักที่เบากว่านั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการประหยัดนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ซึ่งล้อที่เล็กลงในแต่ละเบอร์จะเพิ่มอัตราประหยัดมากขึ้นประมาณ  0.08 กม./ลิตร เท่านั้น


    เปลี่ยนไซล์ล้อรถยนต์


              ด้านการควบคุมรถ

              มีความเชื่อว่าล้อขนาดใหญ่จะช่วยให้รถสามารถควบคุมได้ดีขึ้น ซึ่งไม่จริงเสียเลย เพราะล้อขนาดใหญ่มากกว่ามาตรฐานเดิมของรถมักทำให้รถต้องใช้วงเล ี้ยวกว้างกว่าเดิม แถมยังยึดเกาะถนนได้ไม่ดีนัก เนื่องจากน้ำหนักที่มากทำให้รถเกิดแรงเหวี่ยงมากกว่าเดิมเมื่อเ ทียบกับล้อขนาดเล็กกว่า ดังนั้น การสวมล้อขนาดใหญ่ขึ้นจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับแต่งมากกว่าเด ิมพอสมควรเพื่อคงสมรรถนะที่ดีของรถเอาไว้ ส่วนที่บรรดาซูเปอร์คาร์สามารถสวมล้อขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากล้อเหล่านั้นมีน้ำหนักค่อนข้างเบา และถูกปรับแต่งมาเป็นอย่างดีเพื่อล้อเหล่านั้นครับ


              ด้านการซับแรงกระแทก

              หากเทียบจากรถรุ่นเดียวกันแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าล้อขนาดใหญ่สามารถซับแรงกระแทกได้น้อยกว่าอย ่างชัดเจน เนื่องจากล้อที่ใหญ่จำเป็นต้องสวมยางที่มีความสูงแก้มหรือซีรีส ์ต่ำตามไปด้วย ทำให้ยางไม่ช่วยดูดซับแรงกระแทกมากนัก ส่วนล้อที่มีขนาดเล็กเองถึงแม้ยางจะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี แต่หากต้องวิ่งบนทางขรุขระ การควบคุมก็จะทำได้ยากกว่าล้อขนาดใหญ่ เนื่องจากยางแก้มหนาจะทำให้รถกระโดดเด้งไม่ติดพื้นมากกว่า จึงควบคุมบังคับเลี้ยวได้ยาก หากขับมาเร็ว ๆ จึงต้องระวังให้ดีครับ


    เปลี่ยนไซล์ล้อรถยนต์


              ด้านการเบรก

              ในด้านนี้ ล้อขนาดใหญ่จะได้เปรียบเนื่องจากน้ำหนักที่มากกว่าจึงทำให้ระยะ การเบรกสั้นกว่า ส่วนล้อขนาดเล็กจะทำระยะเบรกยาวกว่าเล็กน้อยใครที่หันไปสวมล้อเ ล็กลงก็ระวังในจุดนี้ด้วยนะครับ


              ความเพี้ยนของมาตรวัด

              เนื่องจากรถยนต์จะวัดความเร็วจากรอบของล้อ ดังนั้น เมื่อคุณเปลี่ยนมาใช้ล้อรถขนาดใหม่ก็ย่อมส่งผลต่อความเร็วที่ได ้แสดงบนหน้าปัดและความเร็วที่แท้จริงด้วย โดยหากคุณสวมล้อขนาดเล็กกว่ามาตรฐานโดยไม่ได้เปลี่ยนความหนาแก้ มยาง ความเร็วที่แท้จริงจะช้ากว่ามาตรวัด แต่หากคุณสวมล้อขนาดใหญ่กว่ามาตรฐาน ความเร็วของรถจะเร็วกว่าบนมาตรวัด ทำให้ผู้สวมล้อขนาดใหญ่อาจโดนจับฐานเร็วเกินกำหนดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีแก้อย่างง่าย ๆ ก็คือสวมยางที่มีขนาดแก้มหนาขึ้นหรือเตี้ยลงเพื่อให้ใกล้เคียงก ับขนาดล้อเดิมที่สุดเพื่อให้เข็มมาตรวัดใกล้เคียงความเป็นจริงท ี่สุดนั่นเอง


    เปลี่ยนไซล์ล้อรถยนต์


              ราคา

              แน่นอนว่าล้อขนาดใหญ่นั้นดูหล่อกว่าล้อขนาดเล็กเป็นไหน ๆ ทำให้ราคาของมันสูงกว่าอย่างชัดเจน รวมไปถึงยางสำหรับล้อขนาดใหญ่ก็จะมีราคาสูงกว่าเช่นกัน


              บทสรุป

    จะเห็นได้ว่าหากเทียบกันแล้ว การเปลี่ยนมาสวมล้อขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ช่วยให้รถของคุณมีสมรรถนะที ่ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไร แถมยังเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาในการดัดแปลงให้มีสมรรถนะที่เหมา ะสมอีกต่างหาก ซึ่งถ้าหากอยากเปลี่ยนเพื่อเสริมสมรรถนะจริง ๆ ก็ควรหาล้อขนาดเดิมแต่มีน้ำหนักน้อยลง ก็จะช่วยเรื่องความเร็วและการประหยัดน้ำมันได้บ้าง หรือหากอยากเปลี่ยนมาใส่ล้อขนาดใหญ่จริง ๆ ก็ควรหันเล็งไปที่ล้อแบบฟอร์จ (Forged Wheel) ซึ่งมีน้ำหนักเบาใกล้เคียงล้อขนาดเล็ก แต่แน่นอนว่าราคาของมันจะสูงสมกับความหล่อที่คุณอยากได้ทีเดียว 


              ได้ทราบกันไปแล้วว่าล้อขนาดเล็กและขนาดใหญ่จะมีผลอย่างไร ก็คงช่วยให้หลาย ๆ คนตัดสินใจได้เหมาะสมกับการใช้งานและความต้องการของตัวเองมากขึ ้นนะครับ

    "ก่อนทำประกันภัยรถยนต์ ควรอ่านสักนิด ! คำแนะนำดีๆ"

    เกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้ทางทีมงานจะพาเพื่อนๆไปพบกับอีก1เรื่อง ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกับผู้ใช้รถยนต์ เป็นอย่างมากนั้นก็คือ ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งประกันภัยรถยนต์ยนต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นติดรถทุกคันแต่ในวันนี้เราจะมาดูกันว่าประกันภัยรถยนต์นั้นมีแบบไหนบ้างเดี๋ยวเราไปชมกันเลยครับกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้
    ×

    "ก่อนทำประกันภัยรถยนต์ ควรอ่านสักนิด ! คำแนะนำดีๆ"

    ควรทำประกันรถยนต์ไว้เพื่อความสบายใจในการใช้งาน

       สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ในปัจจุบันนี้นั้นส่วนใหญ่จะมีประกันภัยรถยนต์อยู่แล้วแต่บางท่านก็ยังไม่ทราบว่า ประกันภัยรถยนต์นั้นมีอะไรบ้างซึ่งประกันภัยรถยนต์สามารถแบ่งออกได้ตามนี้

     

    1.ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ


    ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ อันนี้เพื่อนๆรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน ที่หลายๆท่านชอบเรียกกันว่า พรบ.โดยตัว พรบ.จะเป็นประกันภัยที่ทางกฎหมายนั้นบังคับให้เจ้าของรถทุกแบบทุกจำเป็นต้องทำ และอีกสิ่งนึงหากไม่มีการทำ พรบ. เราก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้อีกด้วย


    2.ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ


    ประกันภัยภาคสมัครใจ ตัวนี้นั้นใครจะสามารถทำประกันภัยหรือไม่ทำประกันภัยก็ได้ ซึ่งผู้ที่สนใจที่ต้องการจะทำนั้นสามารถหาซื้อประกันภัย ได้ตามบริษัทประกันภัยหลายๆบริษัทในบ้านเรา ซึ่งแต่ละบริษัทนั้นก็จะมีรูปแบบของประกันภัยให้เลือกต่างๆมากมาย ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีการคุ้มครองและก็ค่าเบี้ยประกันที่ต่างกัน โดยสามารถ แยกย่อยได้ตามนี้


     -ประกันภัยชั้น 1


    -คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน


    -คุ้มครองในกรณี รถหาย หรือ ไฟไหม้ ซึ่งการรับผิดชอบจะอยู่ตามทุนประกัน


    -ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 13,000 ขึ้นไป


    -ประกันภัยชั้น 2+


    -คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน ต้องชนกับรถด้วยกันเท่านั้น หรือมีคู่กรณี


    -คุ้มครองในกรณี รถหาย หรือ ไฟไหม้


    -ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 7,200-12,000 แล้วแต่บริษัทและทุนประกันที่เลือก


    -ประกันภัยชั้น 3


    -คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก


    -ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 1,900-2,500 บาทสำหรับรถเก๋ง และ 2,800-3,500 สำหรับรถกระบะ


    -ประกันภัยชั้น 3+


    -คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก


    -คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน ต้องชนกับรถด้วยกันเท่านั้น หรือมีคู่กรณี


    -ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 6,500-9,000 แล้วแต่บริษัทและทุนประกันที่เลือก


               ซึ่งการทำประกันภัยนั้นผู้ที่ทำต้องตรวจสอบเงื่อนไขและการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยที่ได้ทำการซื้อเพราะแต่ละที่นั้นจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นที่ต้องตรวจสอบให้ดี


    ประกันภัยแต่ละแบบนี้จะมีการคุ้มครองที่แตกต่างกัน

     

              เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ที่ได้นำมาให้เพื่อนๆได้ชมกันในวันนี้ถือความสำคัญของประกันภัยนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากหากเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเลือกหรือใหญ่ ก็ช่วยแบงเบาค่าใช้จ่างที่ต้องเสียไปได้มากเช่นกัน และเพื่อนๆสามารถติดตามเรื่องราวเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ดีๆแบบนี้ได้ที่



  • 10 วิธีการขับรถที่จะช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นกว่าเดิม

    สวัสดีครับชาว washmobil ทุกท่าน ในหน้าช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดเทศกาลช่วงปีใหม่ ซึ่งหลายๆคนก็อาจจะต้องใช้รถเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน หรือเดินทางกลับภูมิลำเนา และวันนี้ Washmobil.com ก็มีเกร็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับวิธีขับรถให้ประหยัดน้ำมันเพื่อลดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกลๆครับ
    ×

    10 วิธีการขับรถที่จะช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นกว่าเดิม

    ซึ่งวิธีเหล่านี้ที่จะนำมาแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบกันนั้นหากทำได้ก็จะสามารถประหยัดน้ำมันได้บ้างไม่มากก็นะครับ


    เริ่มจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนออกตัวควรวอร์มเครื่องยนต์ให้ร้อนสักประมาณ 2-3 นาที และไม่ควรจะวอร์มเครื่องยนต์นานเกินไป เพราะจะให้เปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ เพราะรถยนต์ใหม่ๆมีระบบการหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่พัฒนามากกว่าเดิมแล้ว

     

    การออกตัวของรถยนต์นั้นควรออกตัวอย่างช้าๆและค่อยๆกดคันเร่งออกไปให้รอบเครื่องยนต์อยู่ประมาณ 1,000 - 2,500 รอบ/นาที ไม่ควรออกตัวแบบกระชากหรือเหยียบคันเร่งมากเกินไป เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันได้แล้วยังช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย

     

    เมื่ออยู่บนถนนที่โล่งไม่ควรขับรถจี้คันหน้าแล้วเบรคบ่อยๆ ควรรักษาระยะห่างพอสมควร กะระยะห่างของรถไปประมาณ 4-5 ช่วงรถ เพื่อจะได้มีเวลากะระยะเบรคหรือยกเท้าออกจากคันเร่งเพื่อชลอรถ รวมทั้งถ้าเกิดรถคันหน้าเบรคกระทันหัน จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

     

    ในกรณีที่เป็นทางลาดชันถ้ารถมีความเร็วไม่มาก ให้ใช้เกียร์ต่ำเพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ แต่ถ้ารถมีมาด้วยความเร็วพอมาณให้เร่งความเร็วขึ้นเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 5 km/h เมื่อถึงยอดของทางลาดชันและกำลังจะเข้าสู่ทางลงให้ทำการปล่อยคันเร่งและให้รถไหลไปตามแรงของทางลาด จะช่วยในเรื่องประหยัดน้ำมันได้อีกทางหนึ่ง

     

    ถ้าเป็นการขับรถที่มีระยะทางไกลๆ และเป็นถนนที่ใช้ความเร็วได้ ควรใช้ความเร็วคงที่ประมาณ 110 km/h สำหรับรถที่มีเครื่องยนต์ 2,000 cc. ขึ้นไป และความเร็วที่ 90 km/h สำหรับรถที่มีความจุน้อยกว่า 1,600 cc. เพราะเป็นความเร็วที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุดในการขับรถครับ

     

    ไม่ควรเปลี่ยนเลนหรือเร่งแซงบ่อยๆ เพราะการเร่งแซงในแต่ละทีนั้นต้องใช้กำลังของเครื่องยนต์ที่มากกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่าปกติด้วย

     

    เมื่อเห็นว่าข้างหน้านั้นมีไฟแดง ให้ทำการปล่อยคันเร่งแล้วให้รถไหลไปตามแรงเฉื่อยของตัวรถ เพราะตัวรถเองนั้นจะมีการตัดการหยุดการสั่งจ่ายน้ำมันอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก้ไม่ควรทิ้งระยะห่างปล่อยให้รถชลอตัวมากเกินไปจนไปขวางทางรถคันที่ตามหลังมา

     

    ควรพักจอดพักรถอย่างน้อย 15 นาที ในกรณีที่ขับรถติดต่อกันนานเกินกว่า 4 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ระบบน้ำมันและระบบหล่อลื่นรวมถึงระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์กลับมาสู่ปกติ และยังช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถติดต่อกันเป็นเวลานานของผู้ขับเองอีกด้วย

     

    ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางสัก 500 เมตร ให้ทำการปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ จะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้แถมยังช่วยไล่ความชื้นในตู้แอร์และป้องกันเชื้อราที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย

     

    ควรทำการตรวจเช็คลมยางของรถทุกๆ 2 อาทิตย์ เพราะการที่ลมยางน้อยนั้นจะส่งผลให้เครื่องยนต์ต้องรับภาระและใช้น้ำมันที่มากกว่าปกติในการที่จะขับเคลื่อนรถยนต์ไปข้างหน้า

     

              เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเคล็ดลับการขับรถที่จะช่วยรถของคุณนั้นประหยัดน้ำมันมากขึ้น จะเห็นได้ว่าบางวิธีก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่บางวิธีต้องมีการฝึกให้เคยชินซึ่งก็ไม่ได้ยากจนเกินไป สำหรับคราวหน้า Washmobil จะมีความรู้เรื่องรถหรือเคล็ดลับอะไรมานำเสนออีก ก็ต้องติดตามกันดูนะครับ วันนี้คงต้องลากันไปก่อน สวัสดีครับ

    การขับถอยหลัง กับเทคนิคง่ายๆ ที่มือใหม่หัดขับควรรู้

    การขับรถถอยหลังถือว่าเป้นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
    ×

    การขับถอยหลัง กับเทคนิคง่ายๆ ที่มือใหม่หัดขับควรรู้

     เกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้ทางทีมงานจะพาเพื่อนๆไปพบกับ เรื่องของการขับรถถอยหลังมีเทคนิคอย่างไร ซึ่งการขับรถถอยหลังถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าปวดหัวเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่หัดขับรถใหม่ๆ บางครั้งอาจจะไม่ชินจนทำให้เกิดอุบัติเหตุก็มี เดี๋ยวเราไปชมกันเลยครับกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้


    ท่านั่งในขณะที่ขับถอยหลังถือว่ามีผลเป็นอย่างมากเลยทีเดียว


               เรื่องของการขับรถถอยหลังนั้นจริงแล้วถือว่าเป็นการขับที่ค่อนข้างมีปัญหาเป็นอย่างมากเลยทีเดียวโดยเฉพาะนักขับมือใหม่ ซึ่งในวันนี้เราจะพาไปพบกับเทคนิคการขับรถถอยหลังที่ นักขับรถมือใหม่ควรทราบ และสามารถนำไปทำตามได้ง่ายๆเลยทีเดียว โดยมีเทคนิคการขับดังนี้

     

    ขับช้าๆ


              การขับรถถอยหลังควรที่จะขับด้วยความเร็วต่ำ เพราะจะทำให้สามารถควบคุมพวงมาลัยรถได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง


    เคลื่อนที่เล็กน้อยตอนหมุนพวงมาลัย


               ในขณะที่เราทำการหักเลี้ยวพวงมาลัย ในขณะขับรถถอยหลังควรที่จะมีการเคลื่อนที่ขอรถเล็กน้อยเพราะจะทำให้ลดการเสียดสีของหน้ายางกับถนนลดลง


    อยากให้ท้ายรถหันไปทางไหนก็หักเลี้ยวไปทางนั้น


                ตามหลักของการขับรถถอยหลัง ถ้าเราต้องการให้ท้ายรถหันไปทางไหนก็ให้ทำการหักพวงมาลัยไปทางด้านนั้น ยกตัวอย่างเช่น ต้องการจะให้ท้ายรถหันไปทางด้านซ้าย ก็ให้ทำการหักพวงมาลัยไปทางด้านซ้าย


    ถอยหลังในจังหวะคับขัน


                หากมีความจำเป็นที่จะต้องถอยหลัง ในช่วงที่มีการจราจรหนาแน่น ให้ทำการเปิดสัญญาณไฟ แล้วดูด้วยว่ารถที่ผ่านไปมาพ้นระยะวงเลี้ยวเราหรือไม่ทั้ง ด้านหน้า-ด้านหลัง ซ้าย-ขวา


    ดูระยะห่างด้านหลังให้ดี


               การถอยหลังเข้าซองที่มีด้านหลังเป็นกำแพง แล้วกลัวว่ารถจะชนกับกำแพงทางด้านหลัง ให้ใช้วิธีการแตะเบรคช่วยในจังหวะที่กำลังถอยแล้วดูรัศมีของไฟ จะสามารถช่วยได้เช่นกันหากรัสมีของไฟเล็กลงแสดงว่าใก้กับกำแพงแต่ถ้ารัสศมีไฟยังใหญ่อยู่แสดงว่าสามารถถอยได้อีก


    ดูรถคันด้านข้างก็ได้


                วิธีการดูแบบนี้ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถดูได้เช่นกัน  เมื่อเราทำการถอยหลังนั้นให้ทำการสังเกตประตูของรถคันที่จอดคันข้างๆ ซึ่งตอนถอยจอดพยามให้ประตูรถเราเท่ากับคันด้านข้างเป็นอันใช้ได้


    ในขณะที่ขับรถถอยหลังหากใช้ความเร็วที่พอเหมาะก็จะทำให้บังคบรถง่ายขึ้น


               เป็นอย่างไรกันบ้างครับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้ที่ทางทีมงานได้นำมาให้เพื่อนๆได้ชมกัน เกี่ยวกับเทคนิคการขับรถถอยหลัง ซึ่งเทคนิคพวกนี้เพื่อนๆที่พึ่งหัดขับรถใหม่หรือใครที่ไม่ถนัดกับการขับรถถอยหลัง สามารถนำไปใช้กันได้เลยครับ ในครั้งหน้าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์จะเป็นเรื่องไหนเพื่อนๆสามารถติดตามกันได้ที่ Washmobil.com กันได้เลยครับ



  • "ง่ายและปลอดภัย มาทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS กัน"

    ทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก autorepair.about.com
    ×

    "ง่ายและปลอดภัย มาทำความสะอาดเซ็นเซอร์ของระบบ ABS กัน"

        สัญญาณไฟเตือนการทำงานบนระบบ ABS บอกถึงความผิดปกติในรถ บางครั้งที่สัญญาณนี้เตือนเพราะว่าปัญหาเล็ก ๆ อย่างเรื่องตัวจับสัญญาณสกปรก ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้งานปกติทั่วไป ซึ่งการที่ตัวจับสัญญาณสกปรกอาจทำให้การทำงานของระบบไม่ปกติเราควรแก้ไขโดยเร็ว

              ก่อนจะกล่าวถึงการทำความสะอาด ขอกล่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงการทำงานของระบบ ABS เสียหน่อยครับ ระบบ ABS หรือ Anti-locking brake system เป็นระบบที่ช่วยในการเบรกฉุกเฉินของรถ ช่วยให้ล้อของรถไม่ล็อกจากการเบรกกะทันหัน โดยการเบรกกะทันหันจะทำให้น้ำมันเบรกความดันสูงฉับพลัน ส่งผลให้เกิดอาการล้อตายและรถลื่นไถล โดยชุด ABS จะช่วยในการควบคุมการเปิดปิดวาล์วน้ำมันเบรกให้สัมพันธ์กับอัตราการหมุนของเฟืองในความถี่ในระดับที่ไม่ทำให้เกิดความดันสูงจนล้อตาย ดังนั้น หากตัวเซ็นเซอร์ของเราสกปรกจนไม่สามารถจับสัญญาณได้ อาจทำให้ระบบเบรกทำงานได้ไม่เต็มที่


              ก่อนจะเริ่มลงมือทำความสะอาด เราจะเตรียมอุปกรณ์ในการทำดังนี้


               ชุดประแจมาตรฐาน


               ชุดประแจถอดล้อรถ


               แม่แรงยกรถ


               ผ้าเช็ดทำความสะอาด ควรเป็นผ้าที่แข็งเล็กน้อยเพื่อปัดฝุ่นออกได้ดี


    ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถ


               ขั้นตอนแรก 

              ใช้แม่แรงที่แข็งแรงมั่งคงยกรถขึ้น  แล้วทำการถอดล้อรถ เริ่มที่ล้อหน้าก่อน โดยให้หันล้อไปในฝั่งตรงข้าม เพื่อที่สามารถมองหาตัวเซ็นเซอร์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากทำงานกับล้อหน้าฝั่งคนนั่งหรือฝั่งซ้าย ให้หันล้อไปทิศทางเลี้ยวขวา เป็นต้น


    ตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS


               ขั้นตอนที่สอง 

              มองหาตัวเซ็นเซอร์ของระบบ ABS ซึ่งมักจะติดกับตัวถังรถหรือระบบกันสะเทือน อาจมองหาโดยไล่จากบริเวณที่มีสายไฟหรือขั้วไฟก็ได้ ซึ่งรถแต่ละคันจะติดตั้งไม่เหมือนกัน เมื่อเจอแล้วให้ทำการไขอย่างเบามือ อย่ากระชากออกรุนแรงนะครับ เพราะระบบไฟอาจเสียหายได้


    นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด

               ขั้นตอนที่สาม

              นำผ้ามาเช็ดให้สะอาด ควรใช้ผ้าเช็ดเปล่า ๆ ไม่แนะนำให้ใช้สารทำความสะอาดอื่น ๆ เช็ด เพราะอาจมีผลต่อการทำงานของตัวเซ็นเซอร์ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ใส่กลับลงไปที่เดิมอย่างระมัดระวัง


              การทำความสะอาดเซ็นเซอร์เป็นการแก้ปัญหาระบบเบรก ABS โดยพื้นฐานเท่านั้น อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด ถ้าหากว่าเราทำจนเสร็จแล้ว ยังมีไฟเตือนขึ้นอยู่ ควรนำรถเข้าไปตรวจสภาพได้แล้วครับ เพื่อความปลอดภัยของเราในยามฉุกเฉิน


              วิธีการดูแลรถโดยพื้นฐานแบบนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลงไปได้นะครับ อย่างไรก็ตาม การนำรถเข้าตรวจเช็กตามระยะยังเป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถของเราเองและรักษาสภาพการใช้งานของรถ เรายังมีวิธีการดูแลรักษารถที่ชาวกระปุกสามารถทำได้เองอีกมากมาย อย่าลืมติดตามกันนะครับผม

    "ข้อควรระวังเมื่อจะแต่งรถด้วยสติ๊กเกอร์"

    ในสมัยนี้มีวิธีการแต่งรถมากมายให้เลือกสรร และหนึ่งในวิธีการแต่งรถที่จะทำให้รถของคุณดูสะดุดเป็นเอกลักษณ์ก็คงเป็นการติด สติ๊กเกอร์ ให้รถยนต์ ซึ่งการติดสติ๊กเกอร์รถยนต์ตอนนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ามีราคาถูก สวย เป็นเอกลักษณ์แถมยังเปลี่ยนลวดลายได้ไม่ยาก แต่เอ๊ะ หลาย ๆ คนคงมีคำถามว่าการติดสติ๊กเกอร์รถมันปลอดภัยจริงหรือแล้วอยากติดต้องรู้อะไรบ้าง กระปุกคาร์เลยขอนำเสนอข้อควรระวังเมื่อจะแต่งรถด้วยสติ๊กเกอร์
    ×

    "ข้อควรระวังเมื่อจะแต่งรถด้วยสติ๊กเกอร์"

     รถที่เก่าหรือมีสีถลอกไม่ควรติด


              สำหรับรถรุ่นเก่าอายุเกิน 10 ปีขึ้นไปไม่ควรติดเพราะด้วยคุณภาพของสีรถอาจจะยังไม่ทนทานพอ หรือรถของคุณได้ไปเฉี่ยวชนจนเป็นรอยที่กินเนื้อสีเข้าไปก็ควรพ่นสีกันสนิมแล้วขัดก่อนติดสติ๊กเกอร์ เพราะเมื่อต้องการลอกสติ๊กเกอร์ออกอาจจะมีสีรถติดออกมาจากรอบ ๆ รอยถลอกได้


    สติ๊กเกอร์รถยนต์


               การติดสติ๊กเกอร์รถยนต์ไม่ควรติดด้วยตัวเอง


              ถ้าติดแบบไม่ได้เป็นลวดลายหรือเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ก็พอสามารถทำเองได้ แต่ถ้าจะติดตกแต่งหรือแบบที่เห็นสวย ๆ ก็แนะนำให้ไปทำที่ร้านดีกว่า ลองคิดดูนะครับว่าลวดลายกราฟริกหรือว่าจะติดใหญ่ ๆ ที่ฝากระโปรงรถต้องใช้ฝีมือระดับชำนาญเลยครับ ด้วยตัวสติ๊กเกอร์ที่ใหญ่ โค้งเว้าของตัวรถ หรือแม้แต่การไล่อากาศในสติ๊กเกอร์ถ้าพลาดมาก็ทำให้สติ๊กเกอร์เสียทั้งแผ่นครับ


               ต้องแจ้งเปลี่ยนสีที่กรมการขนส่ง


              แน่นอนครับเมื่อเวลาทำสติ๊กเกอร์มา ย่อมเป็นสีที่แตกต่างจากสีเดิมแน่นอน (ถ้าทำเหมือนสีตัวรถก็มองไม่เห็นนะซิ) ต้องไปแจ้งขนส่งเปลี่ยนสีรถในทะเบียนรถด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนคุณตำรวจเรียกจับเสียค่าปรับเรื่อย ๆ เลยนะครับ (ขอบอกเลยว่าถ้าทำสติ๊กเกอร์มา คุณตำรวจเรียกตรวจบ่อยแน่นอน)


               การติดสติ๊กเกอร์รถอาจทำให้สีไม่สม่ำเสมอได้


              เพราะว่าส่วนที่ไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ นั้นจะโดนแดดเผามากกว่า เมื่อเวลาลอกสติ๊กแล้วอาจจะทำให้สีไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะรถสีเข้มจะเห็นชัดยิ่งขึ้น


              เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเวลาจะตกแต่งรถด้วยสติ๊กเกอร์ก็ควรเพิ่มความรอบครอบให้มากอีกหน่อย เพราะพลาดขึ้นมา เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ได้ง่าย ๆ เลยนะคร้าบบบบบ